บทความที่ได้รับความนิยม

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

หมวกกันน็อคที่ขายดีที่สุดตอนนี้


หมวกกันน็อคที่ขายดีที่สุดตอนนี้
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอมขอขอบคุณภาพประกอบจาก amazon.com
เมื่อคุณมีรถมอเตอร์ไซด์แรง ๆ สวย ๆ ซักคันแล้ว คุณอาจกำลังมองหาอุปกรณ์สำคัญอย่าง “หมวกกันน็อค” ที่จะมาช่วยเสริมแต่งให้คุณดูเท่ขึ้นไปอีก รวมทั้งช่วยให้คุณปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เมื่อต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกไปโฉบเฉี่ยวตามท้องถนน ดังนั้น เราขอแนะนำ 10 หมวกกันน็อคที่ขายดีสุด ๆ ในปีนี้ เพื่อให้คุณได้เลือกหามาใส่กันดังต่อไปนี้
10 สุดยอดหมวกกันน็อคขายดีแห่งปี 2012
Nexx XR1R Full-Face-Helmet
หมวกคาร์บอนไฟเบอร์ใบนี้อาจเป็นหมวกกันน็อคที่มีความแข็งแรงที่สุดเท่าที่เคยพบมา ด้วยการพัฒนาทางด้านคุณภาพและการออกแบบมาอย่างดี ถึงแม้หมวกกันน็อคไฟเบอร์ใบนี้อาจจะราคาแพงกว่าหมวกพลาสติกหรือไฟเบอร์กลาสมากไปสักหน่อยก็ตาม แต่มันก็มีค่าพอที่จะป้องกันศีรษะของคุณให้ปลอดภัยไปนาน ๆ ซึ่งถ้าคุณมองหาหมวกที่ผ่านมาตรฐานจากสหรัฐฯ DOT แบบสบาย ๆ ล่ะก็ หมวกใบนี้คือตัวเลือกที่ดีที่สุด
VCAN V531 Cruiser Half Helmet
หมวกกันน็อคชนิดครึ่งใบสีดำขลับใบนี้รวมส่วนผสมของความมีสไตล์ ความปลอดภัย และความสะดวกสบายได้อย่างลงตัว โดยทำจากเทอร์โมพลาสติก เรซินที่ทนทาน และผ่านมาตรฐาน DOT ในเรื่องของการตกแต่ง เส้นใยภายในหมวกก็ทำออกมาให้ผู้สวมใส่ ๆ แล้วไม่รู้สึกอึดอัด ส่วนสายนิรภัยรัดคางทำจากเชือกไนล่อน D-Ring และกะบังหน้าหมวกที่สามารถถอดเก็บได้ โดยมาพร้อมดีไซน์ทั้ง 15 แบบ มีทั้งหมด 5 ขนาดให้เลือก เพื่อความเหมาะสมแก่ผู้ใส่
Shark S650 FUSION TEC Full-Face-Helmet
หมวกฉลามใบนี้มาพร้อมด้วยรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายสวยงามและปลอดภัย เปลือกหมวกทำจากวัสดุเทอร์โมพลาสติก เรซินหลากหลายชนิด ภายในทำด้วยพลาสติกแบบมีโช๊คอัพความหนาแน่นหลายระดับและอากาศถ่ายเทได้เป็นอย่างดี พร้อมกระจกนิรภัยแบบกันรอยขีดข่วน ระบบถอดแบบด่วนและระบบป้องกันอากาศเข้าแบบเวนตูรี่ ส่วนข้างในทำจากเนื้อผ้าไมโครไฟเบอร์ ที่สำคัญหมวกใบนี้ยังป้องกันรังสียูวีได้อย่างดีเยี่ยมและผ่านมาตรฐาน DOT และ ECE 22-05
ARAI VECTOR CONTRAST SILVER Full-Face-Helmet
หมวกใบนี้อาจดูเหมือนหมวกกันน็อคธรรมดาทั่วไป แต่เป็นหมวกที่คุณสามารถใส่ได้สบาย ๆ ทั้งวัน ด้วยยี่ห้อ ARAI ด้วยแล้วยิ่งดูมีความน่าเชื่อถือ ด้านนอกทำจากลามิเนตชั้นดีน้ำหนักเบา แข็งแรงทนทาน และไลน์เนอร์หมวกแบบเทคโนโลยีไฮบริด และมีระบบถ่ายเทอากาศอย่างดีพร้อมป้องกันอันตรายจากบริเวณด้านหน้า ส่วนกระจกนิรภัยสามารถมองในเวลามีหมอกจัดได้ดีและถอดทำความสะอาดได้ง่าย ผ่านมาตรฐาน DOT
ARAI HELMET XD’3 BLACK FROST Off-Road-Helmet
เป็นหมวกกันน็อคจาก ARAI อีกเช่นกัน โดยหมวกใบนี้เหมาะสำหรับนักบิดที่ชอบขี่ขึ้นเขาโดยสามารถป้องกันอากาศเข้าและหมอกจัดด้วยระบบ Pivot Twin-cam ป้องกันอากาศพร้อมช่องลม 4 จุด เปลือกหมวกทำจากลามิเนทไฟเบอร์กลาสที่มีน้ำหนักเบาแต่ทนทาน ลู่ลม มีแผ่นกันลมใต้คางที่ช่วยไม่ให้ลมขึ้นมา พร้อมนวมในและหน้ากากนิรภัยสามารถถอดทำความสะอาดได้ รวมทั้งยังผ่านมาตรฐานการการันตีจาก DOT และ SNELL M 2010
ARAI XD’3 ALUMINUM SILVER Off-Road-Helmet
หมวกจากแบรนด์ ARAI อีก 1 ใบ องค์ประกอบส่วนใหญ่เหมือนรุ่น XD’3 BLACK FORST แต่ต่างกันเพียงสี โดยมีระบบ Pivot Twin-cam ป้องกันอากาศพร้อมช่องลม 4 จุด เปลือกหมวกทำจากลามิเนทไฟเบอร์กลาสพร้อมแผงกันลมใต้คาง ลู่ลม นวมในและหน้ากากนิรภัยสามารถถอดทำความสะอาดได้ พร้อมผ่านมาตรฐาน DOT และ SNELL เช่นเดิม
Giro Remedy S Carbon 2009 Snow Helmet
ถ้ามองหาหมวกวิบากที่ใส่สำหรับขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นเขาก็ตัวนี้เลย โดยเปลือกของหมวกทำจากคาร์บอนไฟเบอร์กลาสป้องกันความร้อนได้ดีอากาศถ่ายเทสะดวก ด้านช่องมองทางก็ปรับขนาดเพื่อช่วยให้คุณมองได้รอบอย่างสะดวก แต่สิ่งที่พิเศษสำหรับหมวกใบนี้คือวัสดุกันกระแทก EPS ที่ป้องกันได้ดีกว่าปกติและน้ำหนักเบา ช่วยให้คุณเบาใจได้ในระดับหนึ่ง
KBC Helmets VR2R VULCAN
หมวกสำหรับนักบิดในเมืองนี้ วัสดุทำมาจากไฟเบอร์ คาร์บอน และเคปลาร์ แบบลู่ลม กระบังหน้าแบบ OPCC กันรอยขีดข่วน พร้อมระบบ KBC ที่ช่วยให้ถอดออกได้ง่าย สามารถป้องกันเสียงจากภายนอกได้และอากาศถ่ายเทอย่างดี มาพร้อมมาตรฐาน SNELL และ DOT
Nolan Modular Helmet
มาพร้อมด้วยเทคโนโลยีสื่อสาร N-COM เพื่อใช้สำหรับรับโทรศัพท์ ตัวหมวกเป็นแบบลู่ลมและป้องกันลม หมอกและรังสียูวีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่กันกระแทกบริเวณคางทำจากสแตนเลสสตีลกันสนิมและมีซับในคางอย่างดี ไลน์เนอร์หมวกสามารถถอดทำความสะอาดได้ ตัวล็อคคอถอดง่าย ผ่านมาตรฐาน DOT เช่นกัน
ARAI RAM Open-Face-Helmet
ARAI แบบเปิดหน้าตัวนี้ทำจากลามิเนทไฟเบอร์กลาสที่เบาและทนทาน มาพร้อมด้วยระบบป้องกันอากาศครบวงจร 5 แบบ มีช่องระบายอากาศด้านบนและกะบังป้องกันหน้าแบบพิเศษ ZR ที่สามารถถอดทำความสะอาดได้ ผ่านมาตรฐาน SNELL และ DOT
เอาล่ะ เมื่อคุณได้ชมหมวกกันน็อคขายดีจากทั่วโลกกันไปเรียบร้อยทั้ง 10 อันดับแล้ว ถ้าคุณสนใจแบบไหนก็เลือกได้ตามสะดวก ขอเพียงแต่คุณสวมหมวกกันน็อคตลอดเวลาที่ขับขี่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนแบบใด รับรองว่ามีประโยชน์ ปลอดภัยกว่าไม่สวมใส่แน่นอน ที่สำคัญอย่าลืมปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งคัด เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ นะครับ

BMW 1 Series 3 D รุ่นเล็กเเต่สวย


BMW 1 Series 3 D รุ่นเล็กเเต่สวย
BMW 1 Series เติมตลาดรถหรูไซส์กะทัดรัด
BMW เปิดตัวรถเล็กรุ่นล่าสุดของค่าย BMW 1 Series เวอร์ชั่น 3 ประตูโดยก่อนหน้านี้ ได้เปิดตัวรุ่น 5 ประตูไปแล้ว พร้อมกับแนะนำรหัส M ตัวเลือกของผู้เสพติดความแรงแบบถึงใจ
BMW 1 Series 3 D พกพาความสปอร์ตมาเต็มพิกัด ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของรถหรูขนาดกะทัดรัด รูปลักษณ์โดยรวมออกแบบให้เป็นไปตามหลักอากาศพลศาสตร์ โดดเด่นด้วยเส้นสายด้านข้างที่ช่วยเพิ่มความสปอร์ต ไฟหน้าดีไซน์โฉบเฉี่ยว กันชนเจาะช่องดักลมขนาดใหญ่พร้อมติดไฟตัดหมอก หลังคาลาดเอียงตามสไตล์รถสปอร์ตไปจบที่สปอยเลอร์ด้านหลัง ผ่านการลดน้ำหนักส่วนเกินที่ไม่จำเป็นตามหลัก Intelligent Lightweight Engineering  เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์จาก BMW
ความแตกต่างระหว่างรุ่น 3 ประตูกับรุ่น 5 ประตูที่เห็นเป็นจุดเด่นก็ตรงที่ประตูคู่หน้าของรุ่น 3 ประตูมีความยาวมากกว่าและเป็นแบบไร้กรอบกระจก ส่วนมิติตัวรถจะเท่ากับรุ่น 5 ประตู ยาว 4,324 มิลลิเมตร/ กว้าง 1,765 มิลลิเมตร/ สูง 1,421 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,690 มิลลิเมตร หากเทียบกับรุ่นที่แล้วทีมออกแบบของ BMW ระบุว่า เวอร์ชั่น 3 ประตูจะมีพื้นที่วางขาเพิ่มขึ้น 21 มิลลิเมตร และที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุเพิ่มขึ้นอีก 30 ลิตร รวมเป็น 360 ลิตร
เครื่องยนต์มีทั้งเครื่องเบนซินและเครื่องดีเซล พร้อมกับระบบอัดอากาศอันเลื่องชื่อของ BMW TwinPower Turbo โดยความแรงที่ได้มานั้นเกิดขึ้นจากการใช้ระบบ Valvetronic ปรับ Timing และระยะยกของวาล์วไอดี ให้แปรผันตามความต้องการของเครื่องยนต์ อีกทั้งยังติดตั้งระบบวาล์วแปรผัน Double-VANOS ที่แปรผันทั้งไอดีและไอเสีย เครื่องยนต์เบนซินเริ่มจากรุ่น 114 i 1.6 ลิตร TwinPower Turbo 102 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 180 นิวตัน-เมตร ตามด้วยรุ่น 116 i 136 แรงม้ากับแรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร และรุ่น 125 i 2.0  ลิตร TwinPower Turbo 218 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตัน-เมตร
ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลมี 3 รุ่น ขนาด 2.0 ลิตร คือ 116 d 116 แรงม้า 118 d 143 แรงม้า แรงที่สุดคือรุ่น 125 d 218 แรงม้า และถ้าหากต้องการความประหยัด ในรุ่น 116 d มาพร้อมกับระบบ Efficient Dynamics Edition จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะขับเคลื่อนล้อหลัง พร้อมระบบ Start/Stop พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า ระบบช่วงล่างปรับปรุงพิเศษ ให้ยางลดแรงต้านการหมุนของล้อ อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 99 กรัม/กิโลเมตร
นอกจากรุ่นมาตรฐานแล้ว ยังมีรุ่นแรงรหัสร้อน M 135 i พร้อมชุดแต่ง M Performance ช่วงล่างปรับปรุงใหม่เพื่อการขับขี่แบบสปอร์ต กันชนหน้า-หลังทรงใหม่พร้อม Diffuser ช่วยจัดเรียงอากาศใต้ท้องรถวางเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร 320 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.9 วินาที
ที่มา kapoo

การขับรถเกียร์ออโต้อย่างถูกต้อง(เกียร์อัตโนมัติ)


การขับรถเกียร์ออโต้อย่างถูกต้อง(เกียร์อัตโนมัติ)
ผู้ผลิตรถแทบทุกค่าย ต่างพากันใส่เกียร์อัตโนมัติไว้ให้เป็นทางเลือกของลูกค้า ที่ใช้งานส่วนใหญ่ในเมืองที่มีสภาพการจราจรหนาแน่น ทำให้การขับขี่มีความสะดวกสบายมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก เนื่องจากเท้าซ้ายไม่ต้องคอยเหยียบครัชให้วุ่นวายอีกต่อไป  เรามาดูวิธีการขับขี่เกียร์อัตโนมัติที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อเกียร์และกระเป๋าของท่านกันดีกว่าครับ
1)การขับรถเกียร์ออโต้โดยทั่วๆไป ที่ไม่จำเป็นจะต้องใช้เทคนิคพิเศษแบบนักแข่งรถ ควรใช้เท้าขวาเพียงเท้าเดียวในการเหยียบคันเร่งเบรค ไม่ควรใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรค
2) สำหรับท่านที่เพิ่งจะเริ่มขับรถ พยายามเบรคด้วยเท้าขวาเท่านั้น และเหยียบเบรคทุกครั้งก่อนสตารท์รถ เพื่อป้องกันอันตรายถึงแม้ตำแหน่งเกียร์จะอยู่ที่ตำแหน่ง(P)หรือ(N)ก็ตาม และเหยียบเบรคทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ว่าง( N ) หรือเกียร์จอด (P) ไปเป็นเกียร์เดินหน้า (D) หรือเกียร์ถอยหลัง (R) จำไว้ให้ขึ้นใจครับ รถหยุดนิ่ง เหยียบเบรคก่อนทุกครั้งก่อนขยับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ครับ
3) ถ้าท่านเลื่อนคันเกียร์ออกจากตำแหน่งเดินหน้า (D) ไปเป็นตำแหน่งถอยหลัง (R) หรือเปลี่ยนจากตำแหน่งถอยหลัง (R) ไปเป็นตำแหน่งเดินหน้า (D) ควรให้รถหยุดสนิทให้เรียบร้อยก่อน หลายท่านขับแบบใจร้อนและผิดวิธี รถยังคงเคลื่อนที่อยู่ก็รีบเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ จะทำให้เกียร์มีอายุการใช้งานสั้น อย่าลืมว่า ค่าซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ใหม่ในรถยนต์บางรุ่นมีราคาสูงมาก
4) ขณะที่รถวิ่งอยู่ไม่ควรเข้าเกียร์ตำแหน่ง (N)  เช่นเห็นไฟแดงข้างหน้าแต่ยังอีกไกล กลัวว่าจะไม่ประหยัดน้ำมัน ท่านจึงเข้าเกียร์ในตำแหน่ง (N) และปล่อยให้รถไหลไปจนถึงไฟแดง รถแทบทุกรุ่นในยุคปัจจุบันใช้ระบบหัวฉีดควบคุด้วยสมองกลที่ทันสมัย การจ่ายเชื้อเพลิงขึ้นตรงกับลิ้นปีกผีเสื้อ  ถ้าท่านยกเท้าออกจากคันเร่งลิ้นปีกผีเสื้อก็จะปิดทันที เซนเซอร์ลิ้นปีกผีเสื้อจะรายงานกล่องสมองกลที่ควบคุมระบบการจ่ายเชื้อเพลิง ให้หยุดทำการจ่ายน้ำมันทันที ไม่มีความจำเป็นที่ต้องปลดเกียร์ว่าง (N) แต่อย่างใด และยังเป็นผลเสียอย่างร้ายแรงต่อเกียรืของท่านอีกด้วย เนื่องจากรถยนต์ในขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว เกียร์ที่อยู่ในตำแหน่ง(D) จะมีปั้มแรงดันสูง ส่งน้ำมันเกียร์เข้าไปหล่อลื่นอยู่ตลอดเวลา
แต่ปั้มน้ำมันของเกียร์อัตโนมัติจะทำงานน้อยลงเมื่อเกียร์ อยู่ในตำแหน่ง (N) เมื่อไม่มีแรงดันที่พอเพียงจะดันน้ำมันไปหล่อลื่นเกียร์อย่างเพียงพอ จะทำให้เกียร์ออโต้ของท่านร้อน และเกิดการสึกหรอเสียหายตามมา และด้วยสาเหตุนี้เองเวลารถที่ใช้เกียร์ออโต้เสียและจำเป็นต้องลากไปอู่จึงจำ เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเติมน้ำมันเกียร์เพิ่มเข้าไปอีก เพื่อช่วยลดความร้อนของเกียร์ขณะที่ทำการลากจูง หรือถ้าหาน้ำมันเกียร์มาเติมไม่ได้ ควรยกให้ล้อที่ใช้ขับเคลื่อนให้ลอยพ้นพื้นถนนเนื่องจากระบบปั้มน้ำมัน เพาว์เวอร์ของระบบเกียร์อัตโนมัติหยุดทำงาน ไม่แนะนำให้ถอดเพลาสำหรับรถขับเคลื่อนล้อหลังเพระยุ่งยากและเสียเวลามากครับ ปัจจุบันนี้มีรถยก 6 ล้อ แบบสไลด์ออนสามารถนำรถทั้งคันขึ้นไปไว้บนกระบะหลัง สะดวกสบายและปลอดภัยต่อเกียร์อัตโนมัติและรถยนต์ราคาแพงของท่านครับ
5) การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ 2 ต้องระมัดระวังเนื่องจากตำแหน่ง 2 จะมีอัตตราทดเฉพาะเกียร์ 1 และ 2 ซึ่งบริษัทผู้ผลิตต้องการทำให้ท่านเจ้าของรถใช้งานในกรณีที่ต้องการแรงบิด มากๆเช่นทางขึ้นเนินที่ค่อนข้างชัน หรือต้องการการหน่วงความเร็วของรถเอาไว้เช่นในขณะที่ขับรถลงเนินเขา(ENGINE BRAKE) หรือวิ่งบนเส้นทางที่คดเคี้ยว ลาดชันมากๆ ห้ามใช้ตำแหน่งเกียร์ 2 ในขณะที่ท่านขับรถด้วยความเร็วสูง เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ใช้รอบเครื่องสูงตามไปด้วย จนเกินขีดจำกัดและก่อให้เกิดความเสียหาย และอาจลื่นไถลเนื่องจากเกิดแรงบิดมหาศาลมากระทำที่ล้อ ทำให้รถเสียการทรงตัวได้ครับ
6) ไม่ควรขับลากเกียร์ โดยทั่วไปการขับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ตำแหน่งเกียร์จะอยู่ที่ (D) ระบบสมองกลที่ควบคุมเกียร์จะทำการสั่งงานให้ปรับเปลี่ยนเกียรให้ขึ้นลงตาม ความเหมาะสมและความเร็วของรถอยู่ตลอดเวลา บางท่านรู้มากใช้วิธีเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์โดยการเลื่อนคันเกียร์ขึ้นลงเองใน ขณะที่รอบเครื่องทำงานสูงสุดเพียงเพื่อหวังผลทางด้านอัตราเร่งแต่จะมีผลทำ ให้ผ้าคลัทช์ และระบบทอกค์คอนเวอร์เตอร์เกิดการสึกหรอเสียหาย และทำให้มีอายุการใช้งานของเกียร์อัตโนมัติสั้นลง
7) ไม่ขับแบบเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำเอง(คิกดาวน์)บ่อยๆ  การขับในตำแหน่ง (D)ระบบสมองกลควบคุมเกียร์จะทำการคำนวนค่าของแรงต่างๆและปรับเปลี่ยนตำแหน่ง เกียร์ตามความเร็วของรถในขณะนั้นตลอดเวลาอยู่แล้ว การกดคันเร่งเพื่อเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำหรือที่เรียกว่าคิกดาวน์ ไม่ควรทำบ่อยครั้ง หรือทำเท่าที่จำเป็นในการเร่งแซงให้พ้นเท่านั้น ถ้าท่านทำบ่อยๆ ผ้าคลัทช์ของเกียร์จะทำงานหนักและสึกหรอเร็วมากขึ้นครับ
 ควรมีสายพ่วงแบตตารี่ติดท้ายรถไว้ตลอดเวลา เนื่องจากรถยนต์เกียร์อัตโนมัติไม่สามารถเข็นด้วยความเร็วต่ำแล้วกระตุ กสตารท์ให้ติดเครื่องยนต์ได้เหมือนรถยนต์เกียร์ธรรมดา การเข็นรถเกียร์อัตโนมัติแล้วใช้วิธีกระตุกสตารท์ ต้องใช้ความเร็วอย่างน้อย 20กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเข็นด้วยแรงคนเป็นไปได้ยาก และยังเสี่ยงกับความเสียหายต่อเกียร์ในขณะที่ทำการเข็นหรือลากอีกด้วย ควรตรวจสอบแบตตารี่ให้มีไฟพอเพียงต่อการสตารท์ทุกครั้งครับ
9) น้ำมันเกียร์อัตโนมัติหัวใจของการหล่อลื่นและยืดอายุการใช้งานของเกียร์รถ ท่านให้ยาวนาน จึงควรเอาใจใส่ตรวจสอบบ่อยๆ การตรวจเช็คระดับน้ำมันเกียร์ให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าขีดที่ก้านวัด กำหนดหมั่นเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะทางทีแนะนำ ไม่มีเกียร์อัตโนมัติใดไม่ต้องการการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ตลอดอายุการใช้ งานของรถตามที่มีหลายๆบริษัทผู้ผลิตรถยนต์โฆษณาชวนเชื่อให้รถยนต์ของตนดูทน ทานและแข็งแรงตามความเป็นจริงจากสภาพการจราจร อุณภูมิ และสภาพการขับขี่ เกียร์อัตโนมัติทุกยี่ห้อยังต้องการการดูแลแปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ตามระยะ ทางที่ใช้ครับ
10) ตำแหน่งในเกียร์อัตโมติ
P)PARKING-เป็นตำแหน่งเกียร์ที่ใช้จอดในลักษณะเป็นที่เป็นทางไม่จอดขวางทางรถคันอื่นแล้วใส่ตำแหน่งเกียร์นี้ไว้
หรือจอดในทางที่มีลักษณะลาดชัน และใช้ในตำแหน่งสตารท์เครื่องยนต์
R) REVERSE-เป็นตำแหน่งเกียร์ถอยหลัง เหยียบเบรคทุกครั้งที่จะเข้าเกียร์ในตำแหน่งนี้
N) NEUTRAL-เป็นตำแหน่งเกียร์ว่าง ใช้ในการตัดกำลังของเครื่องยนต์ที่ส่งลงมาสู่เกียร์ และใช้เป็นตำแหน่งสตารท์เครื่องยนต์
D) DRIVE-เป็นตำแหน่งเกียร์เดินหน้าและใช้ในการขับขี่ตามปกติ
โดยตำแหน่งเกียร์จะปรับเปลี่ยนเองตามคำสั่งของสมองกลที่ควบคุม
ยกเว้นรถยนต์บางรุ่นที่มีสวิทช์ปรับเปลี่ยนระบบเกียร์และผู้ใช้เปิดสวิทช์เพื่อใช้งานในการปรับตำแหน่งเกียร์ด้วยตัวเอง
2) เป็นตำแหน่งเกียร์เดินหน้า แต่จะมีอยู่แค่ 1 และเกียร์ 2 อยู่ในตำแหน่งนี้
ใช้เพื่อขับขึ้นลงทางที่มีเนินสูงชัน ทางที่คดเคี้ยวไปมา ที่ไม่สามารถใช้ความเร็วสูงได้
1) LOW-เกียร์ในตำแหน่งนี้ มีเพียงเกียร์ 1 เท่านั้น ใช้สำหรับงานหนักที่ต้องการกำลัง หรือรถติดหล่ม หรือทางขึ้น ลงเขาที่ชันมาก
ขอบคุณบทความจาก http://men.mthai.com/car/car-tips/1605.html ครับ

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555

FIAT 500L สเปค ราคา


FIAT 500L  สเปค ราคา
FIAT 500L ดีไซน์สวย ตอบโจทย์คนเมืองทุกระดับ (ยานยนต์)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก fiat.co.uk และ facebook Fiat UK
FIAT 500L
สำหรับรถเล็กที่ถือกำเนิดมาเพื่อการใช้งานแบบเกินตัวอย่าง “เฟียท 500″ (FIAT 500) ถือว่าได้รับความนิยมจากผู้ใช้จำนวนไม่น้อย ซึ่งไม่เฉพาะตลาดบ้านเกิดอย่างอิตาลีเท่านั้น แต่ในยุโรปและอเมริกาก็สนใจกับรถเล็กขนาดกะทัดรัดคันนี้ในฐานะรถยนต์ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองที่วุ่นวายติดขัดและหาที่จอดลำบาก โดยเวอร์ชั่นล่าสุด FIAT บอกว่าสามารถรองรับผู้โดยสารที่มีส่วนสูง 2 เมตรได้ถึง 5 คน แบบสบาย ๆ
FIAT 500L
ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ FIAT ปล่อยภาพโฆษณาของ 500 L สู่สายตาสาธารณชนเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนเปิดคิวให้จับจองเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมสัญญาการส่งมอบรถในเดือนตุลาคม และจะได้กระจายสู่ 100 ประเทศทั่วโลกในช่วงถัดไป
ตัวอักษร L ที่ต่อท้ายเลขจำนวน 500 มานั้น มีที่มาจากคำว่า Large ซึ่งแปลว่า “ใหญ่” สอดคล้องกับตัวรถที่ขนาดตัวถังค่อนข้างสูงคล้ายกับรถอเนกประสงค์ MPV จัดอยู่ในกลุ่มของรถ B เซกเมนท์ และรุ่นใหญ่ล่าสุดนี้จัดอยู่เวอร์ชั่นที่ 2 ของตระกูล FIAT 500 มิติตัวรถกว้าง 1,780 มิลลิเมตร ยาว 4,140 มิลลิเมตร สูง 1,660 มิลลิเมตร ขยายขนาดใหญ่กว่า FIAT 500 รุ่น 3 ประตูในทุก ๆ มิติ กว้างกว่า 153 มิลลิเมตร ยาวกว่า 594 มิลลิเมตร และสูงกว่า 175 มิลลิเมตร โดยตัวรถถูกพัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์มแบบใหม่ที่เรียกว่า Smail Wide มีสไตล์โดดเด่นกับการออกแบบทั้งภายนอกและภายในให้มีความกว้างขวาง สะดวกสบาย พร้อมทั้งพื้นที่จัดเก็บสัมภาระขนาด 400 ลิตรลงตัวสำหรับทุกการเดินทาง

FIAT 500 L มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ 3 บล็อคประกอบด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบ 900 ซีซี Twin Air เพิ่มพลังด้วยเทอร์โบชาร์จ 104 แรงม้า และเครื่อง 1.4 ลิตร 94 แรงม้า สุดท้ายเป็นเครื่องดีเซลเทอร์โบ 1.3 ลิตรให้กำลังสูงสุด 84 แรงม้า ขณะเดียวกัน FIAT ยังมีโปรเจคท์สำหรับการใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติ Natural Power เพิ่มทางเลือกในการใช้ก๊าซ CNG โดยจะเปิดตัวรถรุ่นดังกล่าวในช่วงต้นปี 2013 รวมถึงรุ่นฐานล้อยาวกับเบาะนั่ง 3 แถวรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง พร้อมด้วยรุ่นตัวลุยในแบบฉบับ Crossover ซึ่งจะใช้ชื่อรุ่นว่า 500 X อีกด้วย
นอกจากความแปลกตากับตัวถังในเวอร์ชั่น 5 ประตู ที่ให้ความอเนกประสงค์มากกว่าเดิม จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของรุ่นนี้มีดีอยู่ที่ภายในกับการติดตั้ง “เครื่องทำกาแฟ Espresso” บริเวณคอนโซลกลางระหว่างคนขับกับคนนั่ง โดยใช้ชื่อว่า Coffee Experience ออกแบบและพัฒนาโดยบริษัทผลิตกาแฟชื่อดังของอิตาลี โดยจะเป็นออปชั่นเสริมในตลาดยุโรปเท่านั้น
สำหรับในด้านความปลอดภัย FIAT ได้ชื่อว่ามีโครงสร้างตัวรถที่แข็งแกร่ง และระบบเบรกประสิทธิภาพเยี่ยมมาแต่ไหนแต่ไร FIAT 500 ก็มีคุณสมบัตินี้ตาม DNA ดั้งเดิม แถมด้วยการติดตั้งถุงลมนิรภัยรอบห้องโดยสาร (ด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง รวมถึงในตำแหน่งหัวเข่า) ความพิเศษในห้องโดยสารอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระบบควบคุมสภาพอากาศ ซึ่งทำงานร่วมกับหน่วยควบคุมกระแสไฟฟ้า โดยจะควบคุมอุณหภูมิและการไหลเวียนของอากาศ การจ่ายอากาศ การควบคุมแรงกดอากาศ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศโดยอัตโนมัติ
ที่มา kapook

Volkswagen Beetle Convertible รุ่นใหม่ล่าสุด


Volkswagen Beetle Convertible รุ่นใหม่ล่าสุด
ทิ้งระยะจากการเปิดตัวรุ่น 2 ประตูได้ไม่นาน คราวนี้ถึงคิวของเวอร์ชันเปิดหลังคารับสายลมของบีเทิลใหม่แล้ว โดยโฟล์คสวาเกนเผยโฉมรุ่น Convertible ออกมาแล้ว และเตรียมเปิดตัวทำตลาดช่วงเดือนหน้า ทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา
โดยเน้นหนักไปที่ตลาดแห่งหลัง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์ใหม่ของโฟล์คสวาเกนไปแล้ว
รุ่นเปิดประทุนของโฟล์คเต่าถือเป็นอีกตัวถังที่อยู่คู่กับชื่อนี้มานาน และเปิดตัวครั้งแรกกับรหัส Type 15 ในปี 1949 ซึ่งก็ทำตลาดเรื่อยมาอย่างไรก็ตามไลน์ผลิตของรุ่นเปิดประทุนยุติลงพร้อมกับการผลิตโฟล์คเต่ารุ่นปกติในยุโรปช่วงปี 1980 และตลอดช่วงของการทำตลาดระหว่างปี 1949-1980 แม้ว่าจะยาวนาน แต่ทว่าความนิยมในตัวถังเปิดประทุนกลับมีไม่มากเท่ากับรุ่นหลังคาแข็ง โดยมียอดการผลิตอยู่ที่ 330,000 คันเท่านั้น
แม้จะหายหน้าไปนานร่วม 20 ปี แต่เมื่อโฟล์คสวาเกนเปิดตัวนิวบีเทิลออกมาในปี 1998 พวกเขาก็ไม่พลาดที่จะนำตัวถังเปิดประทุนกลับมาสู่ตลาดอีกครั้ง โดยนิวบีเทิล Convertible เผยโฉมครั้งแรกปี 2002 หรือตามหลังการเปิดตัวรุ่นหลังคาแข็งนานถึง 4 ปี

แต่สำหรับรุ่นใหม่ของบีเทิลซึ่งเป็นการกลับมาใช้ชื่อบีเทิลเหมือนเดิม ไม่ใช่นิวบีเทิล คนที่รักการขับแบบท้าสายลมไม่ต้องรอกันนานถึงขนาดนั้น เพราะว่าการเปิดตัวของบีเทิล Convertible มีขึ้นแล้ว โดยรุ่นนี้มีการอ้างอิงรายละเอียดของรูปลักษณ์รอบคันมาจากตัวถังหลังคาแข็ง พร้อมกับเพิ่มความสะดวกในการใช้งานให้กับลูกค้าด้วยการติดตั้งหลังคาอ่อนแบบพับเก็บได้ด้วยระบบไฟฟ้า ซึ่งจะทำงาน เมื่อขับด้วยความเร็วไม่เกิน 30 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 48 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ภายในสะดวกสบายเพราะว่าบีเทิล Convertible มาแบบตัวถัง 4 ที่นั่ง ไม่ใช่แบบ 2+2 ที่นั่ง พื้นที่ด้านหลังกว้างขวางสามารถรองรับกับผู้โดยสารได้อย่างเต็มที่ ส่วนพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายมีแบบพอประมาณ 225 ลิตร ขณะที่หลังคาอ่อนจะถูกพับเก็บเอาไว้ที่ด้านหลังของเบาะนั่งหลัง ส่วนใครที่ต้องการบรรทุกสัมภาระที่มีขนาดยาวกว่าพื้นที่ของห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายก็ไม่ต้องกังวล เพราะว่าพนักพิงของเบาะหลังสามารถแยกพับลงมาได้
ไม่ต่างจากตัวถังหลังคาแข็ง ทางเลือกของเครื่องยนต์ที่จะได้สัมผัสจากตัวถังเปิดประทุนมีให้เลือกหลากหลายและเป็นแบบ 4 สูบเรียงทั้งหมด เริ่มจากรุ่นเล็กสุดซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน TSI มีความจุเพียง 1,200 ลิตรแต่สามารถเบ่งกล้ามออกมาได้ 105 แรงม้า ตามด้วยรุ่น 1,400 ซีซี TSI และ 2,000 ซีซีซึ่งมีกำลังอยู่ที่ 158 และ 196 แรงม้า ส่วนเทอร์โบดีเซลมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ 1,600 และ 2,000 ซีซี ซึ่งมีกำลังอยู่ที่ 105 และ 138 แรงม้า
ใครที่สนใจก็เก็บเงินรอกันได้เลยเพราะเต่าเปิดประทุนเตรียมวางขายแล้ว โดยในเยอรมนีจะเริ่มรับจองตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้ โดยตั้งราคาเอาไว้ที่ 854,000 บาท
ที่มา ผู้จัดาการ http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9550000128202

Audi S3 รุ่นใหม่ สเปค ราคา


Audi S3 รุ่นใหม่ สเปค ราคา
ค่าย “ออดี้” ส่งรหัสร้อนเล็กพริกขี้หนู “S3″ สำหรับคนที่ชอบส่วนผสมที่ลงตัว ระหว่างความหรู ความแรง และความกะทัดรัด เผยโฉมใหม่ของเอส3 ออกมาแล้ว กับตัวถังทรงแฮทช์แบ็ก 3 ประตู ที่มาพร้อมกับพลังขับเคลื่อนเฉียดระดับ 300 แรงม้า และความสวยเร้าใจรอบคัน
แน่นอนว่า S3 รวมถึง A3 ใหม่ คือ ผลผลิตที่ต่อเนื่องในด้านรายละเอียดทางวิศวกรรมของพื้นตัวถังรุ่นใหม่ MQB ในเครือโฟล์คสวาเกน ซึ่งจะถูกใช้ในรถยนต์คลาสคอมแพ็กต์แบบขับเคลื่อนล้อหน้า (หรือ 4 ล้อ) หลายรุ่น เช่น โฟล์ค กอล์ฟ หรือเซียท ลีออง
จุดเด่นของรถอยู่ที่เครื่องยนต์วางใต้ฝากระโปรง เป็นขุมพลังใหม่รหัส EA888 ที่แม้ว่าจะมีสเปกคล้ายกับเครื่องรุ่นเดิมอย่าง EA 113 แต่ทว่าก็มีการเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งทำให้ช่วยเซฟน้ำหนักไปได้ประมาณ 5 กิโลกรัม แม้ว่าจะเป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงเหมือนกัน

สำหรับรายละเอียดของเครื่องยนต์บล็อกนี้เป็นแบบ 4 สูบเรียง ทวินแคม พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง หรือ Di ที่ออดี้เรียกว่า FST บวกกับความเร้าใจของเทอร์โบ พร้อมความจุกระบอกสูบ 2,000 ซีซี รีดกำลังออกมาได้ 296 แรงม้า ในหน่วย HP หรือ 300 แรงม้า ในหน่วย PS ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 38.7 กก.-ม. ที่ 1,800-5,500 รอบ/นาที ส่วน Redline ของเครื่องยนต์บล็อกนี้อยู่ที่ 6,800 รอบ/นาที
ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบ 4 ล้อตลอดเวลา และเลือกส่งกำลังได้ระหว่างเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติแบบ S Tronic 6 จังหวะ ซึ่งตอบสนองในด้านอัตราเร่งได้ดีกว่าเกียร์ธรรมดา โดยใช้เวลาเพียง 5.1 วินาทีสำหรับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขณะที่รุ่นเกียร์ธรรมดาทำได้ 5.4 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดถูกล็อกเอาไว้ที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอกอาจจะผิดหวังกันเล็กน้อย เพราะ S3 ไม่ดุหรือแตกต่างจาก A3 รุ่นธรรมดาอย่างชัดเจน สิ่งที่เพิ่มขึ้นมามีแค่สปอยเลอร์นิดหน่อย และล้อขนาด 18 นิ้วที่มาพร้อมกับยางไซส์ 225/40 โดยที่ความสูงของตัวรถถูกลดลง 25 มิลลิเมตรจากรุ่นธรรมดา ส่วนใครที่อยากได้ระบบช่วงล่างแบบปรับความหนืดของโช้กอัพผ่านทางระบบ Electromagnetic Damper พร้อมน้ำหนักตัว 1,395 กิโลกรัม ซึ่งเบากว่ารุ่นเดิมประมาณ 60 กิโลกรัม
การเปิดตัวอย่างเป็นทางการต่อหน้าสาธารณชน จะมีขึ้นที่งานปารีส มอเตอร์โชว์ 2012 ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 29 กันยายนนี้ ที่ประเทศฝรั่งเศส และจะเริ่มส่งมอบรถได้ในเดือนมีนาคม 2013 โดยค่าตัวจะเริ่มต้นที่ 38,900 ยูโร หรือ 1.55 ล้านบาทในเยอรมนี
ที่มา ผู้จัดการ

ฮอนด้าซีอาร์วี รุ่นใหม่ล่าสุด 2013


วันนี้ (18 ก.ย.) บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “ซีอาร์-วี ใหม่” ด้วยรูปลักษณ์โดดเด่น แถมความอเนกประสงค์สไตล์เอสยูวี 5 ที่นั่ง ส่วนเครื่องยนต์ 2.0 และ 2.4 ลิตร รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 สนนราคาเริ่มต้น 1.164 ล้านบาท


สำหรับ ซีอาร์-วี ใหม่ เป็นรถสปอร์ตอเนกประสงค์ (Sport Utility Vehicle – SUV) ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งคัน จากด้านหน้าจรดด้านท้าย เน้นดีไซน์แข็งแกร่ง แต่หรูหรามีระดับ ครบครันด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยเต็มรูปแบบ ทั้งยังให้ความรู้สึกสะดวกสบายในการขับขี่เหมือนรถซีดาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รองรับพลังงานทางเลือก E85 เพิ่มความประหยัดทุกการใช้งานด้วยระบบ Eco Assist และ Econ Mode
ทั้งนี้ การพัฒนารถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี ยังใช้แนวคิดหลัก Man Maximum, Machine Minimum ที่เน้นให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยที่ให้อรรถประโยชน์และความสะดวกสบาย พร้อมความโดดเด่นลงตัวด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ที่เพิ่มความแข็งแกร่ง หรูหรา สง่างาม แต่ยังคงความโฉบเฉี่ยวในแบบรถสปอร์ต อเนกประสงค์ โครงสร้างตัวรถมีการยกระดับความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวรถแบบ Uni-body ที่พัฒนาเชิงวิศวกรรมแบบใหม่ทั้งหมด




ขณะที่ดีไซน์ภายนอกตัวรถโดยรวมเน้นอารมณ์สปอร์ต แข็งแกร่ง และดุดัน มีการดีไซน์ไฟหน้าใหม่แบบโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ ด้วยกระจังหน้าใหม่แบบ 3 ชั้น พร้อมคิ้วโครเมียม ไฟตัดหมอกรูปวงรี รวมไปถึงกระจกมองข้าง พร้อมไฟเลี้ยว ไฟท้าย และไฟเบรกแบบมัลติรีเฟลกเตอร์ตั้งขนานกับแนวเสาหลังคา ตลอดจนการใช้เสาอากาศแบบครีบ และล้ออัลลอย 5 ก้านขนาดใหญ่
ส่วนการออกแบบภายใน เน้นความพรีเมี่ยมมีระดับ ห้องโดยสารเน้นความโปร่งและกว้างขวาง ครบครันด้วยประโยชน์ใช้สอย เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง และเทคโนโลยีล้ำสมัย ลดระดับของเสียงรบกวนให้ความรู้สึกสะดวกสบายนุ่มนวลเหมือนขับรถซีดานตลอดการเดินทาง และอีกหนึ่งจุดเด่นของ ซีอาร์-วี ใหม่อยู่ที่การออกแบบการปรับพนักพิงของเบาะที่นั่งด้านหลังแบบใหม่ ให้สามารถแยกพับลงได้แบบ 60:40 จนเกือบแบนราบเป็นระนาบเดียวกับพื้นที่เก็บสัมภาระได้อย่างง่ายดายเพียงดึงคันโยกหรือสายด้านข้างเพียงครั้งเดียว (One Motion)
นอกจากนี้ หน้าจอแสดงข้อมูลแบบอัจฉริยะ i-MID แผงมาตรวัดแบบเรืองแสง ระบบเนวิเกเตอร์พร้อมเครื่องเล่น DVD และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth ผสานระบบเครื่องเสียงที่มีโหมดการปรับความดังของเพลงอัตโนมัติตามความเร็วของรถยนต์ (Speed-Sensitive Volume Control: SVC) รวมไปถึงระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ One Push Ignition System และระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ Honda Smart Key System และยังเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ ระบบช่วยการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน Eco Assist / ECON Mode ทั้งยังสามารถรองรับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเอทานอล E85


ด้านระบบความปลอดภัย มาพร้อมระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย G-CON ระบบควบคุมการทรงตัว VSA พร้อมระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย MA-EPS ระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist ระบบถุงลมคู่หน้าปกป้องการชนทางด้านหน้า ระบบถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับเบาะคู่หน้า พร้อมระบบตรวจสอบตำแหน่งท่านั่งของผู้โดยสารด้านหน้า (Occupant Position Detection System: OPDS) และกุญแจรีโมทนิรภัย Immobilizer
โดยฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ วางเครื่องยนต์ SOHC i-VTEC ขนาด 2.0 ลิตร 155 แรงม้า และ DOHC i-VTEC ขนาด 2.4 ลิตร 170 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด มีให้เลือกทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมแบ่งการขายเป็น 4 รุ่นย่อย คือ รุ่น 2.0 S (ขับเคลื่อน 2 ล้อ) ราคา 1,164,000 บาท รุ่น 2.0 E (ขับเคลื่อน 4 ล้อ) ราคา 1,274,000 บาท รุ่น 2.4 EL 2WD (ขับเคลื่อน 2 ล้อ) ราคา 1,444,000 บาท รุ่น 2.4 EL (ขับเคลื่อน 4 ล้อ) ราคา 1,524,000 บาท
สำหรับซีอาร์-วี ใหม่ มีให้เลือก 6 สี ได้แก่ 2 สีใหม่ สีน้ำเงินทไวไลท์ (เมทัลลิก) สีขาวออร์คิด (มุก) (ราคาเพิ่ม 12,000 บาท) และสีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโพลิชเมทัล (เมทัลลิก) และสีน้ำตาลเออเบิร์นไททาเนียม (เมทัลลิก)
โดยลูกค้าที่สนใจสามารถแวะชมรถหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือ www.honda.co.th/crv
ที่มา ผู้จัดการ